Please use this identifier to cite or link to this item: http://cmuir.cmu.ac.th/jspui/handle/6653943832/78809
Full metadata record
DC FieldValueLanguage
dc.contributor.advisorชยันต์ วรรธนะภูติ-
dc.contributor.advisorมาลี สิทธิเกรียงไกร-
dc.contributor.authorคิม, มีจองen_US
dc.date.accessioned2023-09-09T06:43:57Z-
dc.date.available2023-09-09T06:43:57Z-
dc.date.issued2023-06-
dc.identifier.urihttp://cmuir.cmu.ac.th/jspui/handle/6653943832/78809-
dc.description.abstractBan Mai village in Mae Hong Son province of Thailand is located close to the Karenni refugee camps near the border between Myanmar and Thailand. Recently the number of Karenni refugees from Myanmar who have migrated from the refugee camps close to the village has been visibly increasing. The Karenni refugees are unable to find economically sustainable solutions within the camps. In order to get out of the livelihood hardships within the refugee camps and to build a better future, some of them have decided to seek a new way of life by settling outside the camps through various forms of exchange relations with the villagers. This thesis focuses on studying the exchange relations between Karenni refugees and Ban Mai villagers that resulted in Karenni refugees settling into Ban Mai village. The study has two main questions: 1. What is the form of exchange relations between Karenni refugees and Ban Mai villagers, and what is the social meaning of the exchange relations, and how have they met the needs of the Karenni refugees and the Ban Mai villagers? 2. How have the exchange relations led to the assemblage of Karenni refugees and villagers in the Ban Mai community, and also, what is the meaning of the Ban Mai community composed of Karenni refugees and villagers? In order to answer these questions, I utilized qualitative research methodology with the methods of in-depth interviews and participant observations. I collected data in the Ban Mai community for 6 months from April 2019 to October 2021.This thesis found that the exchange relations between Karenni refugees and villagers in Ban Mai took place in two main ways: 1. The economic exchanges that take place under the hope of personal benefit promote the economic development of the Ban Mai village. The economic benefits from these exchange relations is an important factor that has a decisive influence on the migration of Karenni refugees into the village. 2. The social exchanges that occur from the obligation of community members provide the Karenni refugees opportunities to connect with the villagers in the Ban Mai community while they participate and help with the village work. For these reasons, the exchange relations are such an important factor in demonstrating the potential of Karenni refugees in their own abilities to make a living by themselves. While the Karenni refugees may only be understood as those receiving assistance within camps, the Karenni refugees show their abilities as a people who give benefits and reciprocity in the village community. Meanwhile, the assemblage of Karenni refugees and Ban Mai villagers does not imply that they are one and the same. The Ban Mai community is made up of a diversity of people. It develops from the interactions of Karenni refugees with villagers through exchange relations that take place with the different desires of community members for their lives. Therefore, the Ban Mai community did not originate from a common identity, religion, and culture which emphasized the unification of its members. Rather, it happens from the assemblage as a strategy for solving the livelihood problems with the desire of individuals participating in reciprocal relations.en_US
dc.language.isootheren_US
dc.publisherเชียงใหม่ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่en_US
dc.titleการตั้งถิ่นฐานสู่หมู่บ้านของผู้ลี้ภัยคะเรนนีและความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนen_US
dc.title.alternativeThe settlement of Karenni refugees into the village and exchange relationsen_US
dc.typeThesis
thailis.controlvocab.thashผู้ลี้ภัย-
thailis.controlvocab.thashคะเรนนี-
thailis.controlvocab.thashผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ-
thailis.controlvocab.thashการตั้งถิ่นฐาน-
thesis.degreemasteren_US
thesis.description.thaiAbstractบ้านใหม่ หมู่บ้านชายแดนไทย พม่า ในอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันนี้มีผู้ลี้ภัยชาวคะเรนนีย้ายถิ่นฐานมายังชุมชนนี้ ผู้ลี้ภัยเหล่านี้อาศัยในค่ายผู้ลี้ภัยแห่งหนึ่งมานานกว่า 20 ปี ด้วยข้อจำกัดด้านกฎหมายทำให้พวกเขาไม่สามารถค้นหาหนทางแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยที่ยั่งยืนภายเพื่อพ้นจากความลำบากในการเลี้ยงชีพและเพื่ออนาคตของตนเอง ผู้ลี้ภัยคะเรนนีจำนวนหนึ่งจึงตัดสินใจว่าควรแสวงหาวิธีการดำรงชีพแบบใหม่โดยตั้งถิ่นฐานนอกค่ายผู้ลี้ภัย วิทยานิพนธ์นี้มุ่งเน้นไปที่การศึกษาการเกิดขึ้นของชุมชนคะเรนนีในบ้านใหม่ภายใต้ความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนระหว่างผู้ลี้ภัยคะเรนนีกับชาวบ้าน โดยมีคำถามการวิจัยคือ 1. การแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ลี้ภัยคะเรนนีกับชาวบ้านในบ้านใหม่เป็นลักษณะอย่างไร มีความหมายทางสังคมอย่างไร และได้สนองความต้องการของผู้ลี้ภัยคะเรนนีและชาวบ้านอย่างไร 2. การแลกเปลี่ยนดังกล่าวนำไปความเป็นชุมชนที่มีรูปแบบลักษณะและความหมายอย่างไร โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ และวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม โดยเก็บข้อมูลในชุมชนบ้านใหม่ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2562 จนถึง เดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ซึ่งมีระยะเวลา 6 เดือน ผลการศึกษาพบว่าความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนระหว่างผู้ลี้ภัยคะเรนนีกับชาวบ้านในบ้านใหม่เกิดขึ้นมาในรูปแบบหลัก 2 รูปแบบนั้นคือ 1.การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายใต้ความคาดหวังผลประโยชน์ได้ช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของหมู่บ้าน และเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของผู้ลี้ภัยคะเรนนีเข้ามาในหมู่บ้าน 2.การแลกเปลี่ยนทางสังคมที่เกิดขึ้นจากพันธะผูกพันของสมาชิกในชุมชนนั้น ทำให้ผู้ลี้ภัยคะเรนนีมีโอกาสติดต่อสัมพันธ์กับชาวบ้านเป็นชุมชนบ้านใหม่ ขณะที่พวกเขาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือในกิจกรรมสำคัญของหมู่บ้าน สำหรับผู้ลี้ภัยคะเรนนีในบ้านใหม่ การแลกเปลี่ยนนี้เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการแสดงศักยภาพของตนในการดำรงชีพ กล่าวคือ ขณะที่ผู้ลี้ภัยมักจะถูกเข้าใจว่าเป็นคนที่ได้รับ (receive) ความช่วยเหลือเท่านั้น แต่ผู้ลี้ภัยคะเรนนีกลับแสดงความสามารถของตัวเองในฐานะคนที่ให้ (give) ผลประโยชน์และการตอบแทนในหมู่บ้าน ส่วนการอาศัยร่วมกันของผู้ลี้ภัยคะเรนนีกับชาวบ้านนั้นไม่หมายความว่า พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกัน ชุมชนบ้านใหม่กลับประกอบด้วยผู้คนที่มีความหลากหลาย ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจากปฏิสัมพันธ์ของผู้ลี้ภัยคะเรนนีกับชาวบ้านผ่านการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในมิติหลากหลายภายใต้ความปรารถนา (desire) ของสมาชิกในชุมชนที่แตกต่างกัน ดังนั้น ชุมชนบ้านใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นจากจุดร่วมทางอัตลักษณ์ ศาสนา วัฒนธรรม ซึ่งเน้นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างสมาชิกของชุมชน แต่เเกิดขึ้นจากการประกอบร่วมกันภายใต้ความปรารถนาของส่วนบุคคลที่เข้าร่วมในการสร้างความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนen_US
Appears in Collections:SOC: Theses

Files in This Item:
File Description SizeFormat 
Mijung Kim 610431008.pdf3.84 MBAdobe PDFView/Open    Request a copy


Items in CMUIR are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.